.webp)
‘3 เกาะเจ้อเจียง’ พลิกวิกฤตปลาลด สร้างรายได้ใหม่ผ่านการท่องเที่ยว
10
July
2026
10
July
2026
สามเกาะในอำเภอเซิ่งซื่อ มณฑลเจ้อเจียงของจีน ได้แก่ เกาะฮวาเหนี่ยว เกาะเซิ่งซาน และเกาะโก๋วฉี่ ซึ่งเคยพึ่งพาอาชีพประมงเป็นหลัก กำลังกลายเป็นตัวอย่างของการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ หลังเผชิญปัญหาทรัพยากรประมงลดลงและประชากรวัยหนุ่มสาวย้ายออกจากเกาะจำนวนมาก
ในอดีต พื้นที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในแหล่งประมงสำคัญของทะเลจีนตะวันออก โดยเฉพาะเกาะเซิ่งซานที่เคยมีประชากรอาศัยอยู่มากถึง 160,000 คนในช่วงรุ่งเรือง ชาวบ้านจำนวนมากมีรายได้จากการออกเรือจับปลา แต่การทำประมงเกินขนาดส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำลดลงอย่างรวดเร็ว รายได้ของชาวประมงก็หดหาย หลายโรงเรียนและธุรกิจบนเกาะต้องปิดตัวลง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังปี 2013 เมื่อจีนผลักดันยุทธศาสตร์พัฒนา “หนึ่งเกาะ หนึ่งจุดเด่น” เพื่อให้แต่ละเกาะใช้ศักยภาพของตนเองสร้างการเติบโตที่แตกต่าง
“เกาะฮวาเหนี่ยว” เลือกพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยชูจุดเด่นด้านประภาคารเก่าแก่ ทะเลเรืองแสง และภาพลักษณ์ “เกาะแห่งความรัก” จนกลายเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับคู่รักและการจัดงานแต่งงาน ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนปีละกว่า 68,900 คน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวราว 138 ล้านหยวนต่อปี

ด้าน “เกาะโก๋วฉี่” หันมาพัฒนาอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่ จนกลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของมณฑลเจ้อเจียง มีกำลังการผลิตมากกว่า 170,000 ตันต่อปี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 900 ล้านหยวน และช่วยเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือนชาวประมงกว่า 467 ครัวเรือน
ขณะที่ “เกาะเซิ่งซาน” ใช้จุดแข็งด้านแหล่งประมงดั้งเดิมและภูมิประเทศชายฝั่ง พัฒนาเป็นแหล่งตกปลาทะเลระดับมาตรฐาน ดึงดูดนักตกปลามืออาชีพและนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศราว 1 หมื่นคนต่อปี สร้างรายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องปีละราว 20 ล้านหยวน

ล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2025 อำเภอเซิ่งซื่อยังได้เชื่อมโยงทั้งสามเกาะเข้าด้วยกันผ่านโครงการท่องเที่ยวแบบ “Island Hopping” หรือท่องเที่ยวข้ามเกาะ เพื่อให้เกาะต่าง ๆ ส่งเสริมกันแทนการแข่งขัน สร้างเส้นทางท่องเที่ยวครบวงจรและกระจายรายได้สู่ชุมชน
การเปลี่ยนผ่านของทั้งสามเกาะสะท้อนให้เห็นว่า แม้จะเผชิญวิกฤตทรัพยากรประมง แต่การพัฒนาที่สอดคล้องกับจุดแข็งของแต่ละพื้นที่ สามารถเปลี่ยน “ทะเลที่ไร้ปลา” ให้กลายเป็นโอกาสใหม่ในการสร้างความมั่งคั่งและดึงคนรุ่นใหม่กลับคืนสู่บ้านเกิดได้อีกครั้ง

ที่มา People’s Daily



